June 2007

Hello M$ World!!!

ไม่ได้อัพบล้อกไปหลายวันครับ ก็เพราะเรื่องงานด้วยครับ ที่เรียกได้ว่า ประดังประเดเข้ามาครับ ทั้งงานปรกติที่มีอยู่ ยังปิดไม่ได้ งานใหม่ที่แวะเวียนเข้ามาทั้งงานในและงานนอกครับ ยังไม่รวมกับที่เพื่อนร่วมงานลาบวชอีก 1คน (อนุโมทนา ครับผม ไม่ได้ไปงาน ต้องเฝ้าเว็บ เดี๋ยวหาย) และน้องฝึกงานก็จบพอดี เห้อออออ

และที่สำคัญที่สุด กับชีวิตการทดลอง [tag]Ubuntu[/tag] ผมครับ หุหุ งานนี้ ได้ลง ubuntu ใหม่อีกรอบแล้ว เอาเป็นว่าขอแชร์ปัญหาดีกว่าครับ

หลังจากที่ นั่งก้มหน้าก้มตา config ต่างๆ กันอย่างบ้าคลั่งครับเพื่อให้มันทำงานได้เต็มที่ครับ ซึ่งจริงๆแล้ว ลงไปปุ๊บ มันก็ทำงานได้ทุกอย่างครับ แค่ลง gtfp เพิ่มมาผมก็พอทำงานได้แล้วครับ แต่ด้วยความที่อยากเล่นอะไรมากกว่านั้นครับ โดยเฉพาะไอ้ Beryl ด้วยแล้ว เลย config กันเยอะมากกก compile kernal ใหม่อีก แต่ก็ยังรันไม่ได้อยู่ดี ยำมันไปยำมันมาก็ x windows เจ๊ง เข้า text mode ไปลบพวก start ต่างๆ ที่เข้าไปยำไว้ ก็ยังไม่รอด เลยลงใหม่ดีกว่า

ซึ่งก็ต้องบอกครับว่า ที่ผ่านไปนั้น เป็นปัญหาความต้องการส่วนตัวไม่เกี่ยวกับระบบว่ามันสร้างปัญหาในการทำงานเท่าไหร่ครับ ตั้งแต่ การลง [tag]Ubuntu 64 bit[/tag] (ทั้งๆที่รู้ว่าหลายโปรแกรมไม่มีใช้ เช่น Flash player 64 bit) ฝืนลง beryl เพื่อความเท่ห์ ทั้งที่คนเล่น ubuntu เกือบทั้งโลกบอกว่า มันมีปัญหานะ ระหว่าง beryl+ ati driver+64 bit เนี่ย แม้ว่าหลายคนเล่นได้ แต่อีกหลายคนลงแล้วเล่นไม่ได้ เจ๊งกาโบ้ง (แต่ผมก็ยังเล่น 555+) แต่ไอ้ที่เป็นปัญหาข้างนอกละครับ สำหรับในการทำงาน ซึ่งจริงแล้วตรงนี้ก็สำคัญครับ และมีหลายข้อใหญ่ๆ ด้วย

1. ผมสื่อสารงานกะใครไม่ค่อยรู้เรื่องครับ เพราะว่า งานส่วนใหญ่ร้อยละ 99% ที่คนอื่นๆ ส่งมาให้ผมเป็นไฟล์ word, excel ครับ แม้ว่าจะสามารถลง font เดียวกัน เปิดมันด้วย Open Office และสั่ง save เป็นไฟล์เวิร์ดแล้ว ก็ยังไม่ค่อยรุ่ง

เป็นเพราะว่า มีผมคนเดียวมั้ง ที่ลองเอา linux มาใช้แบบ desktop คนเดียว (รันserver นี่ไม่เกี่ยวนะครับไม่นับ) ทำให้ผมเลยอยู่คนเดียว ในโลกแห่ง Microsoft ของป๋า บิลล์

2. ในเว็บ office ยังคงมีระบบเก่าๆ ครับที่ใช้ html area ครับ ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ไม่สนับสนุนกับ Firefox  (โอ้ววว แม่เจ้า)  ใช้ได้แต่ IE (อ่า m$ มันครองโลกแล้วรึไง) เลยปวดหัวครับ ปลุกกระแสการใช้ tiny mce ใน office อีก (จริงๆ ปลุกมานานแล้วครับ อยากให้เลิกใช้ tool ห่วยๆ ซะที)

3. ปัญหาการส่งไฟล์ ครับ เนื่องจากระบบหลักนั้นมันเป็น UTF-8 (เค้าใช้กันทั่วโลกแล้ววว) แต่ไอ้ไฟล์บน windows ที่ได้รับมามักจะเป็น windows-874 ครับ ผลคือต้องมานั่งหาวิธีแก้ไอ้ font ประหลาด ต่างดาวกันอีก (MS มันครองโลกจริงๆแล้วนะเนี่ย)

ซึ่งปัญหาทั้งๆหมด มันจบได้ครับ ถ้าผมทำงานของผมคนเดียว ทำเว็บคนเดียว ไม่ต้องส่งไฟล์เอกสารต่างๆ ของ HR นั่น ปัญหาทุกอย่าง จบ!!!

แต่ในความเป็นจริงแล้วพอมาเจอแบบนี้ ก็ทำให้ผลไปได้ค่อนข้างฝืดครับ ยังคงต้องแวะเข้าใน windows เป็นระยะๆ เห้ออออ นะ

พูดมาทั้งหมด เหมือนว่า มันไม่มีดีเลย แต่จริงๆ แล้วมันมีข้อดีครับ

1.ระบบที่ใช้งาน กิน Resource น้อยตามแบบของ [tag]Linux[/tag] ครับ เวลาเปิดทำงานเหมือนเวลาใช้งานตามปรกติ ก็ใช้แรมไปเพียง 2/3 ของที่ทำงานอยู่บน Windows ครับ อย่างง่ายๆเลย เปิด windows มาไม่ทำไรเลย ไม่ load antivirus อะไรพวกนี้ ก็ใช้แรมอยู่ 200-230 เมกฯ ครับ แต่ Ubuntuกินแค่ 160-180 เท่านั้นเอง ยิ่งพอเปิดใช้งานเยอะๆ แล้วก็เริ่มเห็นส่วนต่างมากขึ้นครับ ดังนั้น ก็คงไม่ต้องนั่ง update เครื่องกันทุกครั้งที่ update OS ครับ

2. ระบบที่เป็น Open source ทั้งหมด มันมีโปรแกรม มีอะไรเยอะมากครับ แค่หาๆ เอามีทุกอย่าง และที่สำคัญ มันฟรี!!!  คุณไม่ต้องนั่งเข้า google พิมพ์หาโปรแกรมเถื่อน หรือเสี่ยงชีวติ หา crack  หา cd key อะไรเลยครับ อยากได้อะไร ก็หาๆ เอา อีกทั้งใน x windows อย่าง gNome ที่ใช้อยู่ ก็สามารถพิมพ์หาได้ทุกอย่างที่ต้องการครับ เช่น ทีแรกผมต้องการหาโปรแกรมสำหรับใช้งาน upload file งานขึ้น server ก็ลองพิมพ์ หา FTP ครับ ผลคือ

มันมีเป็นร้อยครับ ทั้งโปรแกรมที่เป็น Client และ server โอ้วว มันเยี่ยมจริงๆ

ลองหาโน่นหานี่ ดู อืมม มันมีหมดทุกอย่างจริงๆ เพียงแต่ว่าจะเอามา config แล้วใช้งานง่ายหรือยากอีกเรื่องนึงครับ

3. ระบบการ Update ของมันที่ใช้ apt-get ซึ่งช่วยให้ระบบหลายๆอย่างในการ update ระบบ ทั้ง fix bug, update security นั้นทำได้ง่ายครับ ไม่ต่างจาก M$ update เลยครับ อีกทั้งไม่มี windows genius มากวนใจอีกด้วย โอ้ววว มันยอดมาก

ซึ่งตอนนี้ หากพูดกันจริงๆแล้ว น่าสนใจมากครับ กำลังว่าอยากหา OSX มาลงอีก 555+ แต่ไม่มี Harddisk สำรองข้อมูลสิครับเหอๆ เดี๋ยวพักขึ้นมาไม่มี Harddisk ไว้ใช้งานอีก และคิดว่า ตอนนี้ใน office ผมเองก็มีอย่าง ทีม programer สองสามคน หรือว่า อย่างทีม networks เริ่มสนใจ ubuntu กันเยอะแล้วครับ แต่ยังติดปัญหาไม่ต่างจากผมนั่นล่ะ คิดว่าขอปลุกกระแสต่อดีกว่าเหอๆ คิดว่าอาจจะมีแนวร่วมมากขึ้นครับ ซึ่งหลังจากลงใหม่รอบสองนี้ ก้อเข้าโหมดคนปรกติครับ คือเอา Ubuntu ที่เป็น 32bit มาใช้งาน แล้วก็คิดว่า คงตัดใจกะ beryl แล้วครับ

ปล. เห็นน้องฝึกงานแวะมา comment แว๊บๆ อ่า ก็ขอบคุณค้าบบ ที่แวะมา เหอๆ มีไรก็ msn ปุ๊งปุ่ง มาแล้วกันครับ
ปล2.  มีคนแอบทักว่า อันก่อนผมพิมพ์ ubuntu ผิด  อิอิ โดนรู้ทันแก้ไปแล้วครับ พอดีเช็ค factor อะไรนิดหน่อยครับเกี่ยวกับ คำที่สะกดผิดครับ เหอๆ  แต่เห็นผลล่ะครับ หุหุ

Tags :

Blog + Book = Blook เทรนด์วันนี้ของโลกหนังสือ

วันนี้แวะมาอัพเดท เร็วนิดนึงครับ พอดีไปเจอข่าวเกี่ยวกับ [tag]Blook[/tag] มาครับ ซึ่งผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่า การระบบซื้อขายตัว content กันมันเป็นยังไง ซึ่งไปเจอข่าวในของ หนังสือพิมพ์มติชนมา เห็นว่า น่าจะดีและน่าสนใจมากๆ เลยนำมาให้ดูกันครับ

หลาย คนคงจะเคยได้ยินคำว่า Blog มาสักระยะหนึ่งแล้ว เพราะการก่อร่างสร้างตัวตนและบ้านหลังที่ 2 ขึ้นในโลกไซเบอร์นี้ กำลังเป็นที่นิยมในวงกว้าง อย่างไม่จำกัดวัย เพศ หรืออาชีพ แม้ว่าในตอนแรกๆ จะถูกมองเป็นเรื่องของวัยทวีนส์ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีก็ตาม

สารานุกรม ฉบับออนไลน์อย่าง วิกิพีเดียได้ให้ความหมายของ [tag]Blog[/tag] ไว้ว่า มาจากคำว่า web log ซึ่งหมายถึงการบันทึกสิ่งต่างๆ ลงในเว็บ อาทิ เรื่องราวเกี่ยวกับสังคม การบ้านการเมือง ข่าวสารท้องถิ่น ที่ผู้เขียนหรือ [tag]Blogger[/tag] รู้สึกสนใจ ซึ่งก็รวมถึงเรื่องราวส่วนตัวและความรู้สึกในใจของแต่ละคน ที่ยากจะถ่ายทอดด้วยคำพูดให้ใครบางคนได้รับรู้

โดยภายในแต่ละ Blog ก็จะประกอบไปด้วยบทความ รูปภาพต่างๆ ที่สามารถลิงก์ไปยัง Blog, เว็บเพจ และสื่ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ด้วย

และจากการสำรวจเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาพบว่า บนไซเบอร์สเปซที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดนตอนนี้ มี Blog มากกว่า 71 ล้าน Blog!

ทำ ให้ในวันนี้ Blog ได้กลายเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลต่อความคิดคนไม่แพ้สื่อใดเลย นักเขียนชื่อดังหลายคนนิยมที่จะบันทึกเรื่องราว ความคิดเห็น ความรู้สึกของตนลงใน Blog ซึ่งทำให้แฟนหนังสือยิ่งรู้สึกใกล้ชิดและเข้าถึงนักเขียนมากกว่าเดิม ไม่เพียงแค่นั้น Blog ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้าง Blogger ให้กลายเป็นนักเขียนหน้าใหม่ไฟแรงอีกด้วย

และทั้งหมดก็ได้นำมาสู่ก้าวสำคัญของการก่อเกิดเทรนด์ใหม่ ที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างโลกออนไลน์และโลกหนังสืออย่าง Blook

วิกิพีเดียเจ้าเก่า ให้ความหมายของลูกผสมอย่าง Blook ไว้ว่า หมายถึง การตีพิมพ์หนังสือที่รวมเล่มมาจาก Blog

Blook เล่มแรกของโลกคือผลงานของ Tony Pierce โดยเขาได้รวบรวมและคัดสรรเรื่องราวมาจาก http://tonypierce.com/blog/2002_12_21.html#blogarc.htm ซึ่งเป็น Blog ของเขาเองและหลังจากนั้นเป็นต้นมา Blook ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากโลกไซเบอร์และสำนักพิมพ์ พิสูจน์ได้จากการที่เว็บไซต์ดังอย่าง Amazon ได้จัดหมวดหมู่ให้ Blook โดยเฉพาะ และมีอีกหลายรางวัลในโลกวรรณกรรมไซเบอร์ ที่ตั้งขึ้นเพื่อ Blook อีกด้วย

โดย รางวัลที่ขึ้นชื่อมากที่สุด น่าจะเป็น Lulu Blooker Prize ของสำนักพิมพ์หนังสือออนไลน์ Lulu ซึ่งเป็นการประกวดวรรณกรรม ที่อยู่บน blog หรือเว็บไซต์ โดยแบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ นวนิยาย สารคดี และการ์ตูน ผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับเงินสดมูลค่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมีรางวัล grand total สำหรับงานเขียนที่ดีที่สุดอีกหนึ่งรางวัลด้วย

Blook ส่วนใหญ่จะรวมเล่มจาก Blog ดังที่มีคนเข้าไปอ่านและแสดงความคิดเห็นเยอะๆ เพราะนั่นคือคำยืนยันอย่างหนึ่งว่าพิมพ์แล้วหนทางขาดทุนไม่ค่อยมี เพราะอย่างไรซะแฟนๆ บล็อกนั้นก็จะตามไปซื้ออ่านแน่ๆ เป็นการเช็คอุปสงค์ก่อนผลิตสินค้านั่นเอง

สำหรับตลาดหนังสือใน ประเทศไทยนั้น Blook ก็เริ่มที่จะติดหูติดตาคนอ่านขึ้นเรื่อยๆ โดยมีหนังสือที่ดีทั้งยอดขายและคุณภาพหลายเล่มที่จัดพิมพ์ขึ้นจาก Blog

เล่ม แรกๆ ที่เปิดตลาดเมืองไทยก่อนเลย ก็ต้อง 3 เล่มนี้ เล่มแรกคือ ไม่ไปทำงานได้ไหมเนี่ย เห็นชื่อแล้วน่าหยิบมาอ่านจังเลยนะ (สงสัยตรงใจใครหลายๆ คน) แต่ที่จริงแล้ว Blook เล่มนี้ ไม่ใช่ ของคนไทยหรอก แต่เป็นผลงานของเจ้าของฉายาราชินีบล็อกเกอร์จากไต้หวัน วานวาน (Wan Wan) หญิงสาววัย 25 ปี ที่เขียนเรื่องราวรอบตัวใน http://www.wretch.cc/blog/cwwany แบบเปิ่นๆ ขำๆ จนมีคนติดทั้งบ้านทั้งเมือง และมีสำนักพิมพ์ตาไว คว้าเอาไปพิมพ์จนติดอันดับหนังสือขายดีของไต้หวัน (ยอดพิมพ์ตั้ง 150,000 เล่มแน่ะ!)

ไม่ไปทำงานได้ไหมเนี่ย มีเอกลักษณ์ที่ภาพการ์ตูนหัวกลมใหญ่มีผมหยิกข้างหลัง 1 เส้นสีสันสดใส พูดไม่เยอะ สื่อสารเรียบง่าย แต่เน้นฮาที่ท่าทาง โดยฉบับภาษาไทยนั้น นานมี เป็นสำนักพิมพ์มือไว ที่คว้ามาให้ อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี แปล

ส่วน Blook ไทย 100% นั้น ก็ต้องนี่เลย Blog Blog ผลงานของ ปิ่น ปรเมศวร์ หรือ ปกป้อง จันทวิทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งส่งเข้าประกวดโดย สำนักพิมพ์ openbooks ซึ่งรวบรวมจากบทความส่วนตัวของนักเศรษฐศาสตร์หนุ่มใน Blogspot

อีกเล่ม มาจากสำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด คือ โลกนี้มันช่างยีสต์ ของ แทนไท ประเสริฐกุล ทายาท 2 นักเขียนไทย ผู้สนใจวิชาชีววิทยา เรื่องราวในเล่มเล่าถึงทัศนคติที่มีต่อชีวิต คน สัตว์ และอื่นๆ ที่นำมาสอดแทรกผ่านเรื่องราวต่างๆ ในสไตล์เฉพาะตัวที่ยียวนและกวนสุดสุด (แต่อ่านสนุกมากๆ)

ทั้งสองเล่มสองแนวออกวางจำหน่ายขณะที่คำว่า Blook ยังไม่แพร่หลายในบ้านเรามากนัก แต่ก็ได้รับการตอบรับจากคนอ่านพอสมควร ถึงจะไม่ติดอันดับขนาดเบสต์เซลเลอร์ แต่ก็ขายได้ 2 ทาง ทั้งจากแฟนประจำ Blog ที่มาอุดหนุน และแฟนนักอ่านที่ตามไปอ่าน Blog

ส่วนที่ใกล้ๆ มาหน่อยก็ต้องผลงานของเจ้าของนามปากา ผมอยู่ข้างหลังคุณ หรือ พีรพล ภัทรนุธาพร จิตแพทย์หนุ่มผู้ชื่นชอบและหลงใหลในแผ่นฟิล์ม จนสร้าง http://aorta.bloggang.com ขึ้นมาเพื่อเขียนถึงหนังที่ตนรัก ซึ่ง Blog นี้ได้รับการโหวตให้เป็น Popular Award อันดับหนึ่งในสาขาภาพยนตร์ จากเว็บ Bloggang และความนิยมนี้ก็ได้ก่อเกิดพ็อคเก็ตบุ๊ก ที่ช่วยให้เข้าใจตัวเองและคนรอบข้างอย่าง หนังสือรัก ซึ่งดึงข้อคิดจากความสัมพันธ์ ความประทับใจ และความรักหลากรูปแบบจากหนัง มาเป็นกระจกสะท้อนให้คนอ่านได้เข้าใจทั้งตัวเองและคนรอบข้างยิ่งขึ้น

และ Blook ฉบับคนไทยเล่มล่าสุดบนแผงหนังสือก็คือ ผลงานของนักเขียน นักเดินทาง อารมณ์อบอุ่น โดม วุฒิชัย อย่าง ห่างไกล ไม่ห่างกัน ที่แม้จะเพิ่งวางขายไปได้เพียงไม่กี่วัน แต่กลับได้รับเสียงลือเสียงเล่าอ้างในทำนองประทับจิตประทับใจจากหลายฝ่าย จนเราต้องรีบขวนขวายหาอ่านแบบทันใด

และเมื่ออ่านแบบรวดเดียวจนจบเล่มแล้วนั้น ก็ไม่แปลกใจกับเสียงชื่นชมสักนิดเลย

ห่าง ไกล ไม่ห่างกัน รวบรวมเรื่องราวมาจาก http://porpayia.bloggang.com ซึ่งเกิดขึ้นเพราะความห่างไกลในระยะทางระหว่างโดมและลูกสาว โดมเลือกที่จะสื่อสารความรู้สึกระหว่างกันด้วยตัวอักษรในโลกไซเบอร์ ผ่านรูปแบบของจดหมาย ที่แม้จะเป็นความเรียงง่ายๆ แต่ก็ลึกซึ้งด้วยความห่วงใย พิสูจน์ได้จากจดหมายทั้ง 52 ฉบับ ที่ถ่ายทอดความสุขใจอันรื่มรมย์ แต่แฝงด้วยข้อคิดและคำสอนระหว่างบรรทัดเสมอ สมกับที่โปรยไว้ว่า

แม้ว่าในชีวิตจะเคยผิดพลาดมาหลายครั้งหลายหน แต่ผู้ชายคนนี้ไม่เคยลืมความรักและหน้าที่ของการเป็นพ่อ ซะจริงๆ

เห็น ความสำเร็จอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ต้องแปลกใจนะ ถ้าอยู่ดีๆ คนข้างตัวก็ลุกขึ้นมาสร้าง Blog แบบฉับไว ไม่ก็ขยันอัพเดตหาจุดดึงดูดให้ Blog ตัวเองซะเหลือเกิน

ก็เผื่อวันหนึ่ง Blog จะออกแตกแขนงเป็น Blook ให้เจ้าของได้ชื่นทั้งใจ ชื่นทั้งกระเป๋าเงินไง

ส่วนในบ้านเรามันจะรุ่งไหม อันนี้ ต้องดูกันยาวๆ ครับ เพราะเทรนด์บ้านเราบางอย่างมันก็ไม่ได้เหมือนกับต่างประเทศเสียทั้งหมด แต่ก็น่าสนใจดีครับ

Tags :

Google.co.th กับการ hilight คำ

แวะมาเร็วหน่อยครับ ผมเชื่อว่า หลายท่านที่ได้ใช้งาน google.co.th เป็นประจำคงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วนะครับ จากการทำตรงคำที่เราค้นหาเป็นสีแดงๆ ครับ

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็รู้สึกว่า มันเร้าร้อน และแสบสัน (เกินพอดี) ครับ แต่ก็ประจวบเหมาะครับว่า ตอนนี้เค้าเปิดให้เราแสดงความคิดเห็นได้นะครับ (คิดว่าคงจะผ่านทางพี่อ้อ google มั้งครับ) ซึ่งก็เข้าไปแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่ครับ

http://forums.sem.or.th/index.php?showtopic=7667

เพื่อให้ทาง google เองรับทราบว่า ok หรือไม่ครับผม

Tags :

SEO Unconference on The Beach.: June 9-10, 2007 at Pattaya.

เกือบลืมประชาสัมพันธ์ งานนี้ครับ ซึ่งจริงๆแล้ว ชื่ออะไรไม่รู้ แต่ผมตั้งเป็น "SEO Unconference on The Beach. June 9-10, 2007 at Pattaya" แล้วกันครับ

รายละเอียดของงานนี้ครับ

ชมรม Search Engine Marketing ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงาน
SEM PATTAYA MEETING : เพื่อพูดคุยถึงข่าวคราวการพัฒนา
และแนวทางในการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ (SEO) โดยในครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่
หัวข้อข่าวคราวของ Search Engine และ SEO เป็นหลัก ควรมีเสริมเรื่อง PPC
เนื่องจาก PPC + AFF เองก็มีการปรับตัวไปค่อนข้างมาก

เสริม. จริงๆ ครั้งนี้ไม่อยากให้มีหัวข้อนะครับ ไปเจอกันพบปะพูดคุย แต่คิดว่า
ควรมีหัวข้อกำกับไว้หน่อย เพื่อไม่ให้หลุดแนวทางความตั้งใจอ่ะ (หลุดแน่นอน)

ตอนนี้ได้คุยและสอบถามข้อมูลได้รายละเอียด การเข้าพัก และวันเวลา ดังนี้
1. Budget ต่อคนไม่น่าเกิน 1500 บาท หา Pocket Money ไปด้วยนะครับ อาจจะพาไปเล่นน้ำ
2. ที่พัก จะค้างหรือไม่ค้าง Budget ด้านบนนั่นรวมค่าที่พักแล้ว 1 คืน (สวย)
http://www.achawalai.com/premiumsuite.htm (4500 แต่พักได้แค่ 6 คน)
กำลังเช็คที่อื่นให้ครับ กำลังดูที่ Villa Navin ด้วย
3. วันที่ 9 เสาร์ หรือ 10อาทิตย์ หรือ ไปเย็น 9ค้างคืน กลับ 10ขอเสียงด้วยครับ เดือน มิถุนายน

หลายท่านอาจจะเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายนะครับ แต่ว่าจริงๆอันนั้นเป็นค่าที่พักครับผม ซึ่งหาท่านใดบ้านอยู่แถวนั้น แวะไปก็เท่ากับว่าไม่ต้องจ่ายค่าที่พัก คือ 1500 ครับ แต่ส่วนท่านที่ไม่มีที่พักก็แนะนำว่าให้ติดต่อด่วนนะครับ เพราะว่าจะได้จัดหาที่พักได้ทัน (ไม่แน่ใจว่าวันนี้ยังได้อยู่หรือเปล่าครับ)

ซึ่งงานนี้ ผมได้รับมอบหมายให้เป็นคนเดินเกมส์ ครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเดินเรื่องยังไง เลยเอา concept ของ Unconference แบบต่างประเทศมาใช้ครับ คือเหมือนจะเป็นการประชุม สัมมนา แต่ก็ไม่ใช่ครับ เพราะมีรายละเอียดแค่หัวข้อหลัก ว่าอะไรเป็นอะไร ช่วงไหนแค่นั้น ไม่มีอะไรกำหนดได้ตายตัวครับ แต่การกำหนดเวลา หรือหัวข้อย่อยๆ จะเป็นของผู้เข้าร่วมและเสียงส่วนมากครับ เช่นถ้าเสียงส่วนมากบอก ไม่ไหวล่ะ ปวดหัว ขอพัก ก็พัก หรือว่า เสียงส่วนมากอยากเปลี่ยนเรื่อง เปลี่ยนหัวข้อก็ได้ครับ ประมาณนี้ [อ่านเพิมเติมได้ที่ Unconference - Wikipedia, the free encyclopedia]

ท่านใดที่สนใจก็ไปร่วมกันได้นะครับ ฟรี สำหรับท่านที่ไม่พักค้างคืน ส่วนท่านที่จะพัก ถ้าพักรวมกันก็ 1500 ครับและแจ้งด่วนด้วยนะครับ ถ้าหาห้องพักเองก็ได้ครับผม รายละเอียดสอบถามได้ทางอีเมล์ นะครับ

Tags :

Answer Time.

พอดีวันนี้ เข้ามาเห็นมีคำถามมานะครับ  ค่อนข้างยาวทีเดียวครับ แจ้งมาว่า ส่งเมล์มาแล้วด้วย ผมเลยลองไปเช็คๆ ดู อ่อ ติดอยู่ที่ระบบกัน spam ของ servage ซะงั้น เลยยกมาตอบให้ก่อนแล้วกันครับ เพราะถือว่าส่วนหนึ่งก็ผิดที่ผมด้วยที่ไม่ได้เข้าไปเช็คใน servage ด้วย (ผมใช้ โปรแกรมดึงเมล์มาเลย)

1.พอดีผมมีโฮสฟรีที่ใส่โดเมนได้อยู่ 2 ที่ครับ - www.freehostia.com ของนอก- www.redhtird.com ของไทย
ที่ผมเคยอ่านมา คุณมอมแมม แนะนำให้ใช้ของ นอกใช่ปะครับ แล้วก้ที่ของไทย ผมลองกับ hos-tracker ก็ดูไม่ค่อยช้าเท่าไรอ่ะครับ ftp เร็วดีครับแต่ลองกับของนอก ftp ก้ใช้ได้คับ ไม่อืด

ผมควรย้ายโดเมนไปใช้ของนอกดีมั้ยครับ

สำหรับคำถามแรกนะครับ ในส่วนของ [tag]host[/tag] ทั้งไทยและเทศนั้น จริงๆแล้ว มันก็ต้องดูครับ ไม่ใช่ว่า host ต่างประเทศดีหมดครับ ส่วนใหญ่แล้วถ้าให้ดี ก็ควรเป็น server ที่ตั้งอยู่ที่ us ครับ เพราะ [tag]bot[/tag] วิ่งดีครับ แต่ต่างประเทศถ้าเป็นฝั่ง us,eu พอใช้งานได้หมดครับ ส่วนของไทยเนี่ย คิดว่าคงตอบเหมือนเดิมคือ ถ้าเน้น[tag]seo[/tag] จริงๆ host นอกดีกว่าครับ ส่วนเรื่องของลอง host tracker (ผมคิดว่าเป็นเอา host tracker มาเช็ค) กับการใช้ ftp เนี่ย จริงๆแล้ว ftp ถ้าเรา upfile ได้ก็ ok ครับ ไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่ปัญหาอยู่ที่การเข้าถึงของ bot มากกว่าครับ

จากที่ผมลองกับ host ไทยและเทศนั้น พบว่า bot เข้า host ต่างประเทศมากกว่าของไทยครับ

2.
ถามอีกครับ ถ้าผมมีเว็บตามนี้นะครับ
www.aaa .com ใช้ wp เขียนเรื่องที่ชอบ
game.aaa.com ใช้ cms เหมือนของคุณจอร์น redtor(thaiweb20.com)
game.aaa.com/blog ใช้ wp เรียก traffic
videoclip.aaa.com ใช้ cms เหมือนอันบน (ไม่แน่ใจว่าจะใช้แค่ video สั้นๆ หรือว่าผสม clip ลงไปด้วย หรือว่า clip เฉยๆ แบบว่า แข่งกับ key ที่ไม่ยากอ่ะครับ)
videoclip.aaa.com/blog ใช้ wp เรียก traffic เหมือนกัน
music.aaa.com อันนี้ไม่แนใจครับว่าจะใช้เหมือน 2 อันบนหรือเปล่า ผมว่าคงไม่ค่อยจำเป็นหรอกมั้งครับ
forum.aaa.com ปกติครับ บอร์ด

แบบนี้ดีแล้วมั้ยครับ หรือว่า
www.aaa .com
game.aaa.com
videoclip.aaa.com
music.aaa.com
4 อันบนใช้ wp
forum.aaa.com
media.aaa.com อันนี้ใช้ cms รวมทั้ง music video game (category เยอะมากครับ เท่าที่ลองนับดู)

ช่วยแนะนำหน่อยนะครับ

อันนี้คงต้องเลือกเองแล้วครับว่าถนัดแบบไหนมากกว่ากัน เพราะทั้ง wordpress กับ cms ก็มีจุดต่างกันอยู่ครับ ในเรื่องของการจัดการ แต่ถ้าให้ผมเลือกล่ะก็ ผมเลือกแบบหลัง เพราะประเด็นสำคัญเลยคือ ผมไม่ต้องทำงานเยอะ มีเวลาทำอย่างอื่นๆ ต่อได้ครับ

ต่อมาคือ ถ้าจะเอาให้มันดีหน่อย ก็ลองดู Drupal  ก็ได้ครับ ถือว่าจัดเข้าขั้น cms ดีตัวนึงเลยครับ หลังๆมีการปรับปรุงระบบ theme ใหม่แล้วใช้ง่ายขึ้นครับ แต่ถ้าใช้ wordpress ก็ไม่ผิดกติกาครับ เพียงแต่อาจจะต้องเลือก theme ที่ดูแล้วไม่เป็น blog จนเกินไปนัก จะทำให้น่าสนใจขึ้นครับ

3.
ผมจะทำให้เปิด index.html ก่อน index.php ได้ไหมครับ แบบว่า
www.aaa. com/index.html หน้านี้เปงหน้าตอนรับ มีลิ้งค์พาไปนู่นไปนี่
www.aaa. com/index.php หน้านี้เปงหน้าแรกของ wp อ่ะครับ
เท่าที่คิดได้นะครับ ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า
-ให้โดเมน forword ไปที่ aaa.com/index.html
-ใช้ .htaccess ควบคุมเอาครับ

ได้ครับ แต่หน้าแรกจะต้องดูดีๆ เหมือนกันครับเช่น redirect ไปหน้าหลักจริงๆ กี่วินาที (ไม่ควรต่ำกว่า 5 วินาที), พยายามใส่เนื้อหา นิดนึงครับอย่าให้มันกลายเป็น doorway page ครับ ซึ่งประเด็นนี้เนี่ย ย้ำอีกครั้งว่า ต้องระวังครับ กลายเป็น doorway page ไปจะแย่เอานะครับ

ปล. อาจจะตอบสั้นๆ ไปนิดนึงนะครับ พอดีช่วงนี้ มีงานเยอะโคตรๆๆๆๆๆ เลยครับ เลยรีบเอามาตอบให้ก่อน ถ้าสงสัยตรงไหนก็ถามเพิ่มได้นะครับ

Tags :

SEO Unconference On The Beach.

เห้อ กลับมาก็เจองานกองใหญ่เล่นงานเลยครับ ปวดหัวตึ๊บๆๆ เลย แต่ก็อดไม่ได้จะขอเวลามาอัพเดทเรื่องของการไปงาน SEO Unconference on The Beach ครับ

งานนี้ ก็ไม่เชิงเป็นงานเป็นการอะไรกันมากมายครับ เหมือนกับเป็นการไปเจอกันไปสังสรรค์ รู้จักกันมากกว่าครับ ซึ่งงานนี้ก็มีคนไปกันประมาณ สิบกว่าคนครับ แต่งานนี้ พี่ต๊ะ ถือเป็นพ่องานครับ คอยติดต่อให้เสร็จเรียบร้อยเลยครับ งานนี้ก็มี พี่ต๊ะ(Pattayaholiday.biz) พี่หมอ(thaihealth.net)  พี่หนุ่ยและพี่หนุ่ม(hotel2thailand.com) คุณเต้ย คุณโบว์ พี่SSomxp และที่จำไม่ค่อยได้อีกครับ (ต้องขออภัยจริงๆครับ T_T)

สำหรับงานนี้ ผมเองก็ติดรถปุ๊ก ไปด้วยครับ ซึ่งที่แรกป๋าเดย์จะไปด้วย แต่ไหงมายกเลิกก็ไม่รู้ อิอิ (พลาดแล้ว!!) ไปถึงก็บ่ายๆแล้วครับ ตรงไปที่ร้าน อะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้ อีกล่ะ เหอๆ เพราะตามๆเค้าไปล่ะครับ

ถึงร้านก็เริ่มนั่งรอๆ คุยเล่นๆ กัน พอคนเริ่มเยอะก็ เริ่มคุยกัน แต่ประเด็นกลับไม่ใช่เรื่องของการทำ seo เท่าไหร่ครับ เปลี่ยนเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ธุรกิจโรงแรม, online booking อะไรพวกนี้ไปครับ เนื่องจากมีทั้งพี่ต๊ะ พี่หนุ่ม พี่หนุ่ย พี่โจ รวมสี่คนที่ทำด้านนี้อยู่ โอ้ว ทีแรกผมเองก็เหมือนจะพอรู้เรื่องบ้างครับ แต่หลังๆ เริ่มนั่งงงแล้วครับ 555+ เพราะศัพท์ด้านโรงแรมเนี่ยไม่ค่อยสันทัด

หลังจากนั้นผมก็แวะเข้ามาเรื่อง seo นิดนึง คุยๆ กัน จากนั้นก็พุ่งออกไปทาง Adwords อีกครับ 55+ งานนี้ มันส์ดีจริงๆ ก็คุยกันไปเรื่อยๆ ครับ จนกระทั่ง พี่หมอ ณ Thaihealth มา ก็เริ่มออกรสออกชาด กันมากขึ้นครับ คุยกันเพลินจนเย็น ก็ออกไปทานข้าเย็นกันที่ร้านปูเป็นครับ ไม่เลยไปถึงร้านปูเป็นเป็น หรือ ปูเป็นเป็นเป็น ครับ (555+ มุกโน้ต อุดม)

จากนั้นก็ทานอาหาร กันจบ ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน (ชั่วคราว)  ก่อนที่จะนัดเจอกันที่ Slimครับ และมันก็ทำให้ผมรู้ว่า อ่า Slim ที่กรุงเทพ กะ พัทยา มันช่างต่างกันจริงๆ 555+

ก็กินกันได้ที่เลยล่ะครับ แต่ส่วนผมเองก็พยายามเลี่ยงๆ ไม่กินเท่าไหร่ครับ เพราะว่ากระเพาะยังไม่ปรกติ ตั้งแต่ครั้งที่ไปเที่ยวบางแสนใน office ครับ งานนั้นกินหลุดขอบไปหน่อยเลยกระเพาะแย่ไปเลยครับ (จนตอนนี้ยังเหมือนๆ ว่ากินพวกเป๊บซี่ โค้ก หรือโซดาเยอะๆไม่ได้)

ซึ่งคืนนั้น ก็งงๆ เพราะทางพี่หนุ่มเป็นเจ้ามือให้ซะงั้น ก็งงๆ (หรือมึนๆ เมาๆ ก็ไม่รู้) ครับ กว่าจะกลับถึงห้องก็ตีสองได้มั้งครับ แต่ก็ต้องขอบคุณพี่หนุ่มจริงๆค้าบบบบบบบบบบบ

รุ่งขึ้นกว่าจะกลับถึงห้องก็เย็นเลยครับ แวะเล่นโน่น ดูนี่กันไปเรื่อยๆ ครับสนุกดี เหนื่อยด้วย 55+ แต่ก็เป็นครั้งแรกๆ เลยมั้งครับที่ผมเองตัดตัวเองออกจากโลกของจอคอมพิวเตอร์ ไม่คิดเรื่องงานเลย ละทิ้งไปเลย หุหุ ถือว่าให้พักสมองดีเหมือนกันครับ

เล่าคร่าวๆ เท่านี้ก่อนแล้วกันเพราะกลับมาทำงานก็ งานกองเต็มไปหมด เหอๆ ไม่ค่อยว่างจะแวะมาเล่าให้ฟังเลยครับเนี่ย

Tags :

เกาะติดเทรนด์มาร์เก็ตติ้งออนไลน์ เทคนิคทำ "อีคอมเมิร์ซ" ให้โดน

วันนี้แวะมาเช้าหน่อยครับ พอดีไปอ่านเจอข่าวมาเลยเอามาฝากกันครับ

ปัจจุบัน กระแส E-commerce กำลังกลับมาเป็นที่นิยมในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น จากข้อมูลของอีเบย์เองมีคนไทยที่ขายสินค้าผ่านอีเบย์ติดอันดับ 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ขายทั้งหมดเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การทำอีคอมเมิร์ซก็เป็นเช่นดังการทำธุรกิจในรูปแบบอื่นๆ นั่นคือ นอกจากจะมีสินค้าแล้วยังต้องทำการตลาดเพื่อสร้างชื่อเสียงของบริษัทหรือแนะ นำสินค้าให้เป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป

ยิ่งการขายของบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีคอนเทนต์และเว็บไซต์นับล้านๆ แห่ง เรื่องการทำตลาดในรูปแบบต่างๆ ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย ไม่เช่นนั้นต่อให้มีเว็บไซต์ดีขนาดไหนก็อาจมีคนเข้าไปดูเว็บแค่ 2 คน คือเจ้าของกับเมียเจ้าของเท่านั้น

8 เทรนด์ "อีคอมเมิร์ซ"

สัปดาห์ ที่ผ่านมากรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดสัมมนาเรื่อง "8 แนวโน้ม [tag]E-commerce[/tag] ในปี 2008" ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับรูปแบบการทำตลาดบนโลกอินเทอร์เน็ต โดย "ประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช" ประธานฝ่ายบริหารการตลาด บริษัท ไตรแคสต์ จำกัด และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ThaiAmazon.com กล่าวถึงแนวโน้มการตลาดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซว่า การเปลี่ยนแปลงในเชิงเทคโนโลยีทำให้พฤติกรรมการเข้าเว็บไซต์และซื้อสินค้า เปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็น click and sale คือเข้าไปดูสินค้าในเว็บ ซื้อเมื่อชอบ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นเครื่องมือช่วยในการทำตลาดได้ดีขึ้น

โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์มีความเร็วสูงขึ้นจนสามารถเล่นไฟล์วิดีโอได้ ทำให้มีการบันทึกวิดีโอเพื่อบรรยายหรือสาธิตสินค้าและเปิดให้ชมในเว็บไซต์ หรือมีการใช้ [tag]RSS Feed[/tag] ในการส่งข้อมูลสินค้าไปถึงลูกค้าได้โดยตรง

ตัว อย่างเช่น เทสโก้ โลตัส ใช้ RSS Feed ในการส่งแค็ตตาล็อกสินค้าแก่ผู้บริโภค หรือแม้แต่เว็บบล็อกซึ่งหากมีคนเข้าไปดูมากๆ ก็สามารถเปลี่ยนคนกลุ่มนี้ให้กลายเป็นผู้ซื้อได้

"เว็บไซต์เดี๋ยว นี้ไม่ได้เน้นความสวยแล้ว แต่เน้นที่ประโยชน์การใช้สอยและช่วยให้ลูกค้าได้สิ่งที่ต้องการได้ง่ายที่ สุด ขณะที่เครื่องมือทางการตลาดของอีคอมเมิร์ซก็เปลี่ยนไป เท่าที่เห็นตอนนี้มีเครื่องมือการทำตลาดอยู่ 8 รูปแบบ คือ  (...)

1.Video Marketing
2.Blog Marketing
3.Paid Search Marketing
4.SEO Marketing
5.Social Bookmarking Marketing
6.E-mail marketing
7.Affiliate Marketing
และ 8.RSS Feed Marketing
"

"ประสิทธิ์" ยกตัวอย่างของ [tag]Video Marketing[/tag] ว่า ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีการใช้ประโยชน์จากวิดีโอคลิปในกา รพรีเซนต์สินค้าและบริการได้ดีมาก เช่น กลุ่มทัวร์ที่ใช้วิดีโอในการถ่ายภาพสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดใจลูกค้า จากสถิติพบว่าการใช้วิดีโอคลิปความยาว 3-5 นาทีมีความน่าสนใจกว่าการนำเสนอในรูปแบบตัวอักษร ทำให้มีโอกาสขายสำเร็จถึง 75% และเพิ่มยอดขายได้ถึง 30%

นอกจากนี้ยังสามารถทำ Video Direct Mail หรือการส่งไฟล์วิดีโอคลิปไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยมีโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษต่างๆ

RSS Feed Marketing-ยัดเยียดข้อมูลถึงตัว

หรือ การใช้ RSS Feed Marketing ก็เป็นการเปลี่ยนวิธีการนำเสนอสินค้า เพราะสามารถส่งข้อมูลไปให้ลูกค้าได้เลยโดยไม่ต้องรอให้ลูกค้าคลิกเข้ามาดู ที่เว็บไซต์ เช่น การทำ coupon feed การสร้าง brand content feed หรือการสร้างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและส่งให้ลูกค้า เช่นทำธุรกิจเกี่ยวกับสุนัขก็อาจจะเขียน tips เกี่ยวกับการเลี้ยงสุนัขส่งไปทาง RSS Feed อย่างสม่ำเสมอ

"ทุกวัน นี้เป็นโลกของการ feed ข้อมูลให้ผู้บริโภค จะเรียกว่าเป็นการยัดเยียดข้อมูลก็ได้ ดังนั้นการทำตลาดด้วยวิธีนี้ ถ้าทำไม่ดีลูกค้าจะโกรธสุดๆ"

ส่วน [tag]Blog Marketing[/tag] แม้ตัว Webblog ส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเฉพาะทางที่ผู้เขียนมีความถนัดอยู่ แต่หากทำให้ดีก็จะมีฐานลูกค้าเกิดขึ้นและสามารถเปลี่ยนมาเป็นผู้ซื้อได้ "ประสิทธิ์" กล่าวถึงข้อดีของการทำ Blog Marketing ว่า สามารถโหลดหน้าจอได้เร็วกว่าเว็บไซต์ ความสนิทสนมคุ้นเคยมากกว่าเว็บไซต์ธุรกิจ ทำให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือการทำซีอาร์เอ็มได้ บางบริษัทเมื่อผู้บริหารหรือ CEO มีเวลาว่างก็จะมาเขียนบล็อกเพื่อพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เป็นต้น

นอก จากนี้ เว็บบล็อกเองก็สามารถใส่วิดีโอคลิปและทำ RSS Feedได้ ซึ่งก็จะเป็นการนำวิธีการ Video Marketing และ RSS Feed Marketing มาใช้ได้ด้วยเช่นกัน

ด้าน "จตุพล ทานาฤทัย" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลเบลท จำกัด อธิบายถึงความสำคัญของ SEO Marketing (search engine optimization) ว่า คือวิธีการปรับปรุงเว็บไซต์ด้วยเทคนิคต่างๆ เพื่อให้ติดอันดับต้นๆ ของเว็บเสิร์ชเอ็นจิ้น และการทำ Paid Search Marketing คือ การประมูลตำแหน่งโฆษณาให้อยู่อันดับต้นๆ เช่นกัน

เหตุที่ต้องทำ เว็บไซต์ให้อยู่ในอันดับต้นๆ ของการค้นหาก็เพื่อเป็นการโฆษณาเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักนั้นเอง เพราะทำให้เว็บไซต์ของเราจะอยู่ในหน้าแรกๆ ของผู้ใช้เสิร์ชเอ็นจิ้น ซึ่งก็ทำให้มีลูกค้าที่จะมีลูกค้าแวะเข้าไปที่เว็บไซต์มากขึ้น

"จตุ พล" ระบุว่า "best performance ของการทำโฆษณาออนไลน์อันดับ 1 คือ PPC (pay per click) หรือที่เรียกว่า paid search มีประสิทธิภาพ 49% รองลงมาคือการทำ E-mail marketing ได้ผลประมาณ 47% และอันดับ 3 คือ SEO มีประสิทธิภาพในการโฆษณา 45% ส่วนการโฆษณาโดยใช้ Pop-Up เป็นวิธีการที่ได้ผลแย่ที่สุด ขณะที่มูลค่าตลาดของการทำโฆษณาด้วยวิธีการนี้มีการทำนายกันว่าจะมีมูลค่าถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2009 เลยทีเดียว"

ส่วนปริมาณใช้ search engine ในอเมริกา พบว่า google มาเป็นอันดับ 1 คือ 48.7% อันดับ 2 คือ Yahoo 26.8% และอันดับ 3 เป็นของไมโครซอฟท์ ประมาณ 10% ส่วนในเมืองไทยกว่า 93.1% ใช้ google เป็นหลัก และอีก 5.47% เป็นการค้นหาโดยใช้ search engine ของ sanook

"จตุพล" ยังอธิบายถึง Social Bookmarking Marketing เป็นการตลาดออนไลน์แบบใหม่อีกรูปแบบหนึ่ง ที่กำลังเป็นรูปแบบที่มาแรงในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ซึ่งโดยปกติเวลาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเจอเว็บไซต์ที่ชอบก็จะทำ bookmark ไว้ แต่มีข้อเสีย คือ เวลาย้ายไปใช้เครื่องอื่นก็ไม่สามารถย้าย bookmark ตามไปด้วยได้ ดังนั้นจึงเกิดเว็บไซต์ที่ให้บริการเก็บ bookmark แบบออนไลน์หากเว็บไหนมีคน bookmark มาก ก็แปลว่าเป็นเว็บที่มีคนดูมาก

"การ bookmark แบบออนไลน์ จึงกลายเป็นช่องทางโปรโมตเว็บอีกทาง เพราะถ้าเว็บไซต์ดังติดอันดับการบุ๊กมาร์ก ก็จะมีโอกาสที่คนจะเข้าไปดูเว็บมากขึ้นด้วย สำหรับเว็บที่ให้บริการเก็บบุ๊กมาร์กออนไลน์ที่ดังๆ ในตอนนี้ก็มี gigg.com, del.icio.us ซึ่งขณะนี้ถูก yahoo ซื้อไปแล้ว, reddit.com, netscape ซึ่งเป็นของ AOL และ stumbleupon.com ที่เพิ่งถูกอีเบย์ซื้อไปเช่นกัน"

ระวังอีเมล์มาร์เก็ตติ้งจะกลายเป็น "สแปม"

ด้าน "ทรงยศ คันธมานนท์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์แพลนเน็ท จำกัด กล่าวถึงการทำ E-mail marketing ว่า เครื่องมือการตลาดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างไรก็ตามยังมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าการทำตลาดรูปแบบนี้ยังมีการเติบโต อยู่ โดยในปี 2010 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่าง ไรก็ตาม ปัญหาในปัจจุบันคือมีการใช้รูปแบบดังกล่าวแบบผิดๆ จนกลายเป็น "สแปมเมล์" ดังนั้นผู้ที่จะใช้วิธีนี้ในการทำตลาดจะต้องระมัด ระวังอย่างมากที่จะไม่ให้อีเมล์ที่ส่งออกไปกลายเป็นสแปม เช่น การมีข้อตกลงในการยินยอมให้ส่งอีเมล์ หรือมีช่องทางให้ยกเลิกการรับอีเมล์ได้ ไม่เช่นนั้นหากมีกฎหมายเกี่ยวกับสแปมเมล์ออกมาคนที่ทำตลาดแบบนี้โดยไม่ระ มัดระวังก็อาจทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัวก็ได้

"จากข้อมูลจะพบว่าตัว เลขการทำ E-mail marketing ที่ส่งออกไป 100 ฉบับ จะถึงมือผู้รับประมาณ 95.6% และจะมีคนเปิดอ่านประมาณ 28.9% ดังนั้นถ้าต้องการให้มีผู้เปิดและซื้อสินค้าก็ต้องมีฐานข้อมูลอีเมล์จำนวน มาก"

และสุดท้าย "Affiliate Marketing" เป็นเว็บไซต์นายหน้าช่วยในการทำตลาดแต่ไม่มีสินค้าเป็นของตัวเอง จะเป็นตัวแทนในการขายและดึงลูกค้าเข้ามา สำหรับคนที่เป็นมือใหม่ในการทำธุรกิจออนไลน์ก็อาจจะใช้นายหน้าช่วยทำตลาด แต่ก็ต้องเลือกนายหน้าที่รู้จักสินค้าของเราอย่างดี รู้ถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่ก็ต้องระมัดระวังในการเลือกนายหน้ามาช่วยทำตลาดด้วย

นอกจากนี้ นายประสิทธิ์ได้ทิ้งท้ายว่า ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เทคโนโลยี หรือใช้รูปแบบการทำตลาดทุกอย่างที่พูดมาทั้งหมด เพียงแต่เลือกใช้บางแบบที่น่าจะตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ที่สำคัญเรียนรู้กระแสหรือตามเทคโนโลยีให้ทัน เรื่องมาร์เก็ตติ้งเป็นเรื่องของกลยุทธ์ แต่เทคโนโลยีคือเครื่องมือในการดำเนินกลยุทธ์เท่านั้น

ที่มาจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

เก็บมาให้อ่านกันครับ เผื่อว่าใครจะเห็นแนวทางอะไรเพิ่มเติมในการนำไปใช้ครับ แต่ที่แน่ๆ ผมเองก็ถือว่าได้ทบทวนหัวข้อที่ควรจะนำมาค้นหา อ่าน แล้วก็เขียนใน blog แล้วล่ะครับ อิอิ

I hate Spam!!!

ไม่ได้ว่างมานานครับ สำหรับการอัพบล็อก แต่ตอนนี้ ก็ ok คิดว่าต่อไปจะมีเวลาว่างมากขึ้นครับ เนื่องจากทางเพื่อนร่วมงานลาสิกขามาแล้ว หุหุ

แต่ที่วันนี้ต้องมาพิมพ์ก่อนนะครับ และขึ้นหัวมาว่า ผมเกลียด Spam ซึ่งก็เพราะว่า ผมได้รับ email มา

...
Return-Path: <marketing@CRMToThai.com>
Received: from mail.hosttothai.com (unknown [202.142.219.8])

...

หัวข้อว่า   HostToThai E-Newsletter ฉบับที่ 2 ซึ่งแน่นอนว่า ผมได้รับมันมาครั้งหนึ่งแล้ว และคิดว่าได้มันมาได้ไง ในเมื่อ ผมไม่เคยใช้ email ของ eblogbiz ไปใช้งานที่ใดเลย นอกจาก Adwords ครั้งเดียวเท่านั้น นอกนั้นเอาไว้รับคำถาม ข้อเสนอแนะต่างๆ จากผู้อ่านบล็อกครับ และตอบไป (ซึ่งผมตอบกลับไปโดยใช้ gmail นะครับ) ก่อนหน้านี้ก็เหมือนมีขาย CRM อะไรมาที่ผมนี่ล่ะ จำไม่ได้ล่ะ เพราะไม่ได้สนใจ คิดว่าเป็น spam

แน่นอนว่า วันนี้มีเวลาพักหน่อย เลยดู header มันเล่น เห็นแล้ว อืมม มันคุ้นๆ ว่าเคยเห็นอะไร tothai อะไรนี่ล่ะ ที่นำบทความผมไปลง (แต่เค้าลงอ้างอิงให้ก็ OK ไม่ว่ากัน) อืมม ลองค้นๆ ในระบบดู ก็เจอครับ เครือเดียวกันจริงๆ กับ webtothai

OK ครับเรื่องนำ content blog ผมไปใช้ แต่ลงอ้างอิงให้ ผมก็ไม่ว่ากันครับ ไม่ซีเรียส (แม้ว่าไม่ได้บอกกันก่อนก็ตาม) 

แต่ผมรับไม่ได้กับการที่ผมไม่เคย subscribe อะไรกะไอ้ Newsletter นั่นเลยแม้แต่อันเดียว  กลับมี email ส่งมาให้ผมเนี่ย รับไม่ได้นะครับ ดังนั้น ผมเชื่อว่า ต้องมีทีมงานที่เกี่ยวข้องกันเข้ามาอ่านใน blog ผมแน่ๆ เลยขอช่องทางนี้เป็นช่องทางแจ้ง unsubscribe นะครับ

ยังไง ก็รบกวนทางท่านที่เกี่ยวข้องนะครับ สงสารผมหน่อยครับ เหอๆ แค่ทุกวันนี้ spam วิ่งกันเป็นร้อยๆ จนทาง servage เคยให้ย้ายเครื่อง mail server เค้าทีนึงล่ะ ครับ 

ฝากด้วยนะครับ 

Tags :

Website Usability.

เริ่มกลับมาว่างซะทีครับ หลังจากที่เพื่อนร่วมงานลาสิกขาบทออกมา ผมเองก็เลยมีเวลาว่างๆ ทำอะไรขึ้นอีกเยอะครับ ทั้งที่จริงๆแล้ว KPI ก็ยังเคลียร์ไม่หมด ยังเหลือพวก Requirement บางตัว แล้วก็ทั้งหมดยังไม่ได้ทำ Interface Flow เลย เหอๆ

แต่ทำไงได้ล่ะครับ มันเหมือนอัดอั้นไม่ได้เขียน blog มาหลายอาทิตย์ เลย รู้สึกว่า ไม่ได้ล่ะ ไม่ได้อัพเลย เข้าข่ายจะเป็นเว็บเน่าๆ แล้วมั้งเนี่ย เลยต้องขออัพก่อนแล้วครับ

ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากใน office มีการจัด Training ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของเว็บไซต์ครับ ซึ่งเริ่มในอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเริ่มต้นที่เรื่องของ Web Usability เป็นเรื่องแรก แต่ผมเองก็ไม่ได้เข้าไม่ได้ฟัง เนื่องจากเนื้อหาหลักมาจากหนังสือที่เคยๆ อ่านแล้วครับ ส่วนเมื่อวานก็เพิ่งถึงคิวผมคือ SEO for Programmer ครับ และเหลือในเดือนหน้าอีกรอบนึงคือ SEO for Copywriter. ครับ

แต่แน่นอนว่าจริงๆแล้ว ผมยังมองเรื่องของ web usability อยู่ครับ สิ่งหนึ่งที่ในหนังสือที่ถูกนำมาเป็นเนื้อหาในการ training นั้นมีคือ การออกแบบจัดทำเว็บ เน้นในส่วนของ e-commerce เป็นหลักครับ ซึ่งมันเป็นส่วนที่แตกต่าง ไปจากเว็บในรูปแบบอื่นๆ เช่น เว็บไซต์ทั่วไป ที่ให้ข้อมูลต่างๆ (เน้นที่ Infomation.) เว็บสำหรับพวกบันเทิงหรือ entertainment เป็นต้น

เพราะเว็บแต่ละรูปแบบจะมีจุดที่แตกต่างๆกันพอสมควรครับ ซึ่งคล้ายๆ กันกับการทำ SEO คือ การมองเนื้อหาทั้งหมดและเลือกว่าเราจะ optimize ในรูปแบบใดนั่นเองครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็จะมี Checklist ที่คิดว่าน่าจะนำมาใช้เป็นพื้นฐานได้หมดครับ เลยเอามาสรุปอีกครั้งครับ ซึ่งที่ผมสรุปนี้ เป็นส่วนที่ผมคิดว่า มันน่าจะใช้ได้กับเว็บไซต์ทั่วๆไปหรือ ค่อนข้างกลางๆ ไม่เน้นในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งครับ

สำหรับ web usability checklist นั้นก็ขอแยกเป็นแต่ละส่วนนะครับ เพื่อที่จะได้เข้าใจง่ายขึ้นครับ

1. ส่วนของโครงสร้างของเว็บไซต์

  • เนื้อหาทุกอย่าง ทุก section ของหน้าเว็บไซต์ ถูกนำมาแสดงหรือไม่???
  • User จะต้องคลิกกี่คลิกจึงจะเข้าถึง หรือจะได้รับเนื้อหาที่ต้องการนั้น???
  • โครงสร้างในส่วนของเว็บ ระบบลิ้งค์ต่างๆ สับสนหรือไม่ ???
  • ขอบเขตของเนื้อหาในเว็บไซต์ ในแต่ละ section หรือในแต่ละหัวข้อนั้น ชัดเจนหรือไม่ ???
  • คุณเคยสนใจ ฟีดแบค หรือ comment จากคนที่ใช้ เว็บของเราจริงๆจังๆ หรือไม่
  • หากคุณ ได้รับ feedback จาก user แล้ว นำมาใช้ หรือทิ้งมันไป หรือปล่อยมันคาไว้เช่นนั้น
  • หรือว่า ในเว็บไซต์มีเนื้อหาอะไรหรือไม่ ที่ดูแล้วมันไม่ต้องมีก็ได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อความเข้าใจของ user ใน website
  • คุณรู้หรือไม่ว่า เว็บไซต์ของคุณ มีเนื้อหาที่เด่นตรงไหน มีด้านดีที่ใดบ้าง
  • หากคุณรู้ว่า เว็บของคุณมีข้อดีในจุดใดแล้ว คุณนำมันมาแสดง หรือ Show ต่อ user แล้วหรือยัง
  • ในเว็บไซต์ของคุณมีจุดเด่น ของ Technology ใดๆ บ้างหรือไม่ (สำหรับเว็บในกลุ่มของ web 2.0 เนี่ย ควรจะมีอย่างยิ่งนะครับ)
  • แล้วไอ้ตัว technology ที่นำมาใช้นั้น มัน advance เกินไป หรือไม่ (ที่สำคัญคือ มันพอดีสำหรับความต้องการของคุณ แต่มากเกินไปของ user )
  • การจัดวางโครงสร้างของเนื้อหา หรือ section ต่างๆนั้น มันแคบและลึกเกินไป หรือไม่
  • ถ้า user ซักคนนึงต้องการค้นหาอะไรภายในเว็บไซต์ของคุณเค้าจะทำได้อย่างไรบ้าง (พูดง่ายคือ ถ้าจะหาอะไรซักอย่างนึง เค้าจะหาเจอได้ยังไง )
  • คุณได้มีการนำเสนอ หรือแนะนำ หรือแสดง อะไรให้กับ userรู้หรือไม่ว่า ถ้าจะไปในแต่ละส่วนของเว็บไซต์ที่ต้องการได้ทางใดบ้าง

2. เนื้อหาต่างๆ ภายในเว็บไซต์

  • เนื้อหาที่นำเสนอมีความสำคัญต่อ user มากแค่ไหน หรือน่าสนใจเพียงใด น่าเบื่อหน่าย หรือจำเป็นต่อชีวิต (แต่แน่นอนว่าถ้าเว็บในไทย entertainment เป็นหลักจ้าา)
  • ในบรรดาเนื้อหาของเว็บไซต์ที่มี มันมีส่วนไหนที่หลุดขอบเขตไปหรือเปล่า??  (ประเภทออกนอกเรื่องไปเลยน่ะครับ)
  • เนื้อหาที่นำเสนออยู่นั้น สามารถเข้าใจได้ง่าย หรือยาก หรือไม่รู้เรื่องเลยกันแน่
  • คำศัพท์หรือ การใช้คำต่างๆ ในเนื้อหานั้น เป็นคำศัพท์ที่ให้ ผู้ใช้งานทั่วๆไปเข้าถึงได้หรือไม่ (ตรงนี้ พบมากในส่วนของเว็บเนื้อหาที่เป็นด้าน technologyเลยครับ)
  • เนื้อหานั้น ใช้ตัวหนังสือ หรือใช้ขนาดที่อ่านใด้ง่ายหรือไม่
  • มีตัวหนังสือประหลาดๆ มาโผล่บนหน้าเว็บหรือเปล่า เช่นใช้ font  ประหลาดๆ จนคนทั่วไปอ่านไม่ได้หรือเปล่า
  • สีสันที่ใช้มันตัดกันเกินไปหรือไม่ เช่นตัวหนังสือสีแดง พื้นหลังสีเขียว อะไรพวกนี้
  • นอกจากนี้ การใช้สีสันมันมากเกินพอดีเกินไปหรือไม่ ประมาณว่าในเว็บไซต์ของคุณกำลังแสดงตัวอย่างสีรุ้งหรือเปล่า
  • ตัวหนังสือมันเล็กไปหรือไม่ หรือ user สามารถเลือกขนาดของ font ได้เอง???

3. อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

  • เว็บไซต์ของคุณเปิดรับความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจาก user บ้างหรือไม่
  • แล้วถ้าเปิด คุณเคยนำสิ่งเหล่านั้นมาทำอะไรต่อบ้าง เช่นปรับปรุง, ตอบคำถามเหล่านั้น หรือทิ้งมันไป
  • ปุ่มต่างๆ หรือลิ้งค์ หรือการใช้งานอะไรก็ตามแต่ในเว็บ มันยากหรือง่ายที่ user จะคลิก หรือใช้งาน หรือมันยากจน user ต้องหนีไป
  • การใช้งานในเว็บมีความยุ่งยากมาแค่ไหนใช้งาน เช่นต้องสมัครสมาชิก ต้องเสียเงิน หรือต้อง activate ด้วยวิธีต่างๆ มากไปหรือไม่
  • มีอะไรที่ช่วยให้ user ใช้งานง่ายขึ้นอีกหรือไม่
  • website ของคุณเนี่ย ต้องใช้เวลาในการเข้าถึง กี่วินาที หรือว่า กี่นาที

นี่ล่ะครับ สามส่วนหลักๆ ที่ผมคิดว่า มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องนึกทบทวน หรือcheck เว็บของเราบ้าง ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นปัญหา หรือประโยชน์ แก่เรากันแน่ รวมทั้งเพื่อเป็น Checklist ในการปรับปรุง ปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะสำหรับ user บ้าง ครับ อย่างมุ่งแต่ปรับแต่งใน bot อย่างเดียวครับ

การทำ seo นั้นนอกจากช่วยให้คนรู้จักเว็บไซต์เราแล้ว จุดสำคัญที่ผมเน้นย้ำเสมอคือ เมื่อ user เข้ามาแล้ว ทำอย่างไร ให้เค้ากลับเข้ามาอีก หรือจดจำ เว็บเราได้ หรือทำ ในบางสิ่งบางอย่างที่เราต้องการเช่นซื้อสินค้า เป็นต้น ได้อย่างตรงตามความต้องการของเรา

แต่ถ้าเราเน้นกองโจรหมวกดำ ไม่เน้นระยะยาวแล้วละก็...

ลบสิ่งที่เห็นข้างบนนี้ทิ้งไปจากสมองเลยนะครับ