คุ้มครองเด็ก

Baby Law! Yes, i call baby law.

วันนี้ ก็ต้องขอนอกเรื่อง SEO กันมาหน่อยอ่ะนะครับ เรื่องของเรื่องก็คือ วันก่อนโน้น (หลายวันแล้วเหมือนกันอ่ะนะครับ จำไม่ได้) ได้รับทราบเรื่องเกี่ยวกับ ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ครับ โดยร้องข้อมาในเรื่องของการปกปิด ปกป้องข้อมูลของเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีครับ (บอกก่อนว่า บทความนี้ ขอเกรียนหน่อยแล้วกัน เหอๆ)

เนื้อหาเนื้อความในหนังสือดังกล่าวก็ไม่ขอ พูดในรายละเอียดครับ ตามภาพด้านล่างเลยครับ

Baby Lawประกาศคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ
(คลิกดูที่ภาพ หากต้องการดูชัดๆ จะๆ แจ้งๆ เลยครับ)

สรุปเนื้อหาใจความได้ว่า ให้เจ้าของเว็บไซต์ ทำการปิดข้อมูลในส่วนของผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ รูปภาพ ออกไปจากการแสดงในหน้าของเว็บไซต์ครับ ไม่ว่าจะเป็นทางหน้าส่วนตัวของเด็กเอง หรือในระบบค้นหา (สงสัยต้องปิดเว็บทิ้งเลยมั้ง) เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อตัวเด็กที่ใช้บริการครับ

แน่นอนว่า จริงๆแล้ว ผมเห็นด้วยในแนวคิดนะครับ เพราะในแนวคิดก็คือ ต้องการจะป้องกัน เด็ก ออกจากภัยบนโลกออนไลน์ ปกป้องเด็กออกจากอาชญากรรมที่เกิดขึ้นอ่ะนะครับ

แต่สิ่งที่หนังสือนี้ระบุมานั้น มันคือ การล้อมคอกชัดๆ

(ยาวครับ งานนี้ว่ากันยาว)

มันเหมือนกับการหั่นผัก เกิดพลาดมีดบาดมือ แล้วเรากลับบอกว่า มีดมันผิด ดังนั้น ห้ามใช้มีด ให้ใช้อย่างอื่น

ในกรณีนี้ก็เหมือนกันครับ การเกิดปัญหาอาชญากรรมของเด็กจากอินเตอร์เน็ต แล้วห้ามเว็บ(ไทยแลนด์ บ้านเรานี่ล่ะ) เปิดเผยข้อมูลเด็กออกมา แน่นอนครับ ในกรณีอย่างนี้เนี่ย ก็มีอยู่แล้วในส่วนของเว็บอย่าง Facebook ก็ใช้กัน (อืมม แล้วกระผมจะบ่นทำไม) ปัญหามันอยู่ที่การจะต้องนั่งไล่รื้อระบบหลายส่วนนั่นล่ะครับ เพราะประกาศมันออกมาล้อมคอก อีกแล้ว (คราวก่อนต้องเก็บ log 90 วันกันรอบนึงแล้ว)

และถ้าอ่านให้ดี จะเห็นว่า มีการกำหนดไม้ตายให้เราด้วยว่า ต้องภายใน 30 วัน (โอ้ววว แม่เจ้า อยากให้คนทำหนังสือมาเขียนโปรแกรมจริงๆ)

ซึ่งแน่นอนว่า ไอ้ทันน่ะมันก็ทันอยู่ครับ แต่ตัวประกาศนี้ อยู่ก็วิ่งออกมาชนตุ๊บ แล้วก็จบไป แถมหากอ่านในเนื้อความแล้วยังมีความคลุมเคลือในหลายๆ เรื่องครับ ไม่ว่าจะเป็นระบุมาว่าเป็นรูปภาพ แต่ว่าถ้าเกิดมันเป็นคลิปละ่ครับท่าน ในเนื้อหานี้ไม่ได้ระบุไว้ อีกทั้งยังมีการยกข้อกฏหมายมาด้วย ใน กฏหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชน ปี2546 ในมาตราที่ 27 ความว่า

ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็กหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้ อื่นโดยมิชอบ

....

แล้วสรุปว่า เรามีโทษเท่านั้นเท่านี้ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคารพกฏหมายนะครับ แต่มันเหมือนประหลาดๆ สมมุตินะครับว่า บริษัท AAA ร่วมกันเว็บไซต์ BBB.com จัดประกวดวาดภาพระดับมัธยม, หรือประกวดอ่านบทความ แต่งหนังสือ หรืออะไรซักอย่างนี่ล่ะ

นั่นหมายความว่า มันทำไม่ได้ เลยใช้ไหมครับ

เพราะ อันแรก เด็กอายุ ไม่เกินอยู่แล้ว มัธยมเนี่ย, มันมีชื่อ นามสกุลเด็กแน่ๆ, ใครชนะเลิศ มีภาพขึ้นเว็บแน่ๆ และสุดท้ายมันเป็นการแสวงหาประโยชน์ด้วย

ดังนั้น ทีวี, หนังสือ ก็ผิดด้วยดิครับท่าน เพราะผมเห็นเต็มไปหมด ที่ผมอ้างอย่างนี้ไม่ใช่ว่า พาลนะครับ แต่หนังสือประกาศฉบับนี้ ยกมาอ้างเหมือนข้างๆคูๆ สีข้างแถๆ ไปอย่างไรไม่ทราบ

แล้วไอ้ 1900 ปราบยังไม่หมดเลยนะครับ อันนั้นก็ไม่ชื่อ ไม่มีภาพเบอร์โทรศัพท์ ก็ไม่แสดง แต่มันก็เกิดอาชญากรรมเกี่ยวกับเด็กได้กันทุกวันนี้เช่นกันครับ เพราะอะไร หรือครับ

เพราะสังคมบ้านเรามันอ่อนแอครับ เป็นสังคมมือถือสากปากถือศีลครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอื่นๆ หลายๆ เรื่องครับ อย่างเรื่องบ่อนเสรี ก็อ้างว่า ผิดศีลธรรม แต่มันก็ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้ไม่มี ซ่องโสเภณีผิดกฏหมาย แล้วไอ้อ่างแถวๆรัชดาเนี่ย ถามเด็กป.6 มันยังรุ้เลยครับว่าไม่ใช่แค่ไปอาบน้ำเฉยๆ

นี่ล่ะครับ เพราะอะไร เพราะเรามัวแต่คิดว่า เราเมืองพุทธ ไม่ได้ไม่ถูกต้อง

แต่จริงๆ เราหนีต่างหากล่ะครับ เราไม่เคยยอมรับว่า มันเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรมันก็ต้องมี ต่อให้ผิดกฏหมายมันก็มี แต่เรากลับไม่รู้ ไม่เห็น ไม่คิดที่จะเอามันมาล้อมกรอบ จำกัด หรือจัดการให้อยู่ในเส้นที่ต้องการ และควบคุมได้

ในขณะเดียวกัน สังคมบ้านเราอ่อนแอ เด็กสมัยนี้ ออกมาซิ่ง ออกมาแว้น กันเป็นเรื่องปรกติ พ่อแม่ดุนิดด่าหน่อยออกจากบ้าน หนีเที่ยว พ่อแม่ก็ไม่มีเวลาอบรมมากนัก ในขณะที่การศึกษาก็ไม่สามารถสอนคนเป็นคนที่เข้มแข็ง ในสังคมที่โหดร้ายนี้ได้ ผมเป็นคนหนึ่งที่ชื่อว่า ไม้เรียวของครู สอนให้คนเป็นคนดี ได้ แต่เดี๋ยวนี้ ตีไม่ได้ แตะไม่ได้ ผิดกฏ เดี๋ยวพ่อแม่เด็กเอาเรื่องอีก

เห็นไหมครับ ปัญหามันสะสมและหมักหมม กันจนทับถม กันลงมา

ดังนั้น ประกาศอันนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรจากที่ผ่านๆ มาหรอกครับ มันจะเริ่มต้นด้วยการโหมกระพือล้อมคอกในเว็บไทย เด็กๆก็จะหันไปโกงอายุในการใช้งาน และในที่สุด แม้ว่าเว็บไทยทุกเว็บ จะให้ความร่วมมือหมด เด็กและอาชญากร ก็จะหันไปหาเว็บนอก ที่กฏหมายบ้านเราควบคุมอะไรไม่ได้ เป็นช่องทางในการกระทำได้อยู่ีดี ไม่ว่าจะเป็นผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ หรือผ่านทาง IM อื่นๆ เช่น MSN, Yahoo messenger, Camfrog หรือรูปแบบอื่นๆที่จะเข้ามาไกล้มากขึ้น อย่างกลุ่มVOIP เช่น Skype เป็นต้น

และสิ่งเหล่านี้ ก็จะส่งผลให้เว็บไทยกลายเป็นเว็บแห้งเหี่ยวเฉาไปตามๆ กันครับ

จริงๆ แล้ว การที่จะให้ปัญหาเหล่านี้ลดน้อยลง ไม่ได้อยู่ที่การแก้ไขโดยการปิดกั้น ปกปิด หากแต่การควบคุมขอบเขต และสอนให้เรียนรู้เท่าทันคน มองทันเกม ต่างๆกับคนที่เข้ามาตะหาก นั่นคือ การแก้ไขที่ดีที่สุด

ไม่แน่ใจว่า ที่ผมคิดอย่างนี้ มันมาจากที่สมัยผมเด็ก คนที่ให้ผมกินเหล้าคนแรกก็คือพ่อผมนั่นล่ะครับ พ่อผมไม่เคยปิดกั้น แต่พ่อให้กินร่วมกันกับพี่น้องคนอื่นๆ แล้วสิ่งที่พ่อสอนว่าก็คือ กินให้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร เมาเป็นอย่างไร แล้วรู้จักควบคุมตัวเอง ครับ ทุกวันนี้ ผมยังจำคำที่พ่อสอนได้เลยครับ หลังจากที่เหล้าเข้าปากผมครั้งแรกในชีวิต และทำให้ผมเมาอ้วกในเวลาต่อมา

"เรากินเหล้าน่ะ กินได้ แต่อย่าให้เหล้ามันกินเรา" 

นั่นคือการสอนให้เรียนรู้ที่จะอยู่กับสังคมที่เป็นอยู่ เรียนรู้กับสังคมอันกว้างใหญ่ เรียนรู้ที่จะประคับประคองชีวิตให้อยู่ในสังคมได้อย่างเท่าทัน

ดังนั้นต่อให้เราออกกฏหมายควบคุมที่ ISP ให้กรอกรหัสบัตรประชาชนทุกครั้งก่อนเล่นเน็ต ก็ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ช่วยสังคม ช่วยเด็กได้ครับ

แล้วสุดท้าย มันจะเป็นการผลักเด็กออกจากสายตาที่เราจะมองเห็น แล้วกว่าเราจะมองเห็น มันก็สายไปแล้ว

และเราก็ต้องกลับมาล้อมคอกกันทุกครั้ง

คุณคิดอย่างนั้นไหมครับ